เหตุผลที่ผมดู The Amazing Spider – Man ภาคแรก ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าผมอยากดูแอรดรูว์ การ์ฟิลด์กับเอ็มม่า สโตน แล้วการที่มาร์ค เว็บกำกับผมถือว่านั่นเป็นของแถม แล้วภาคแรกก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวัง ผมชอบนะ เคมีระหว่างสองคนนี้มากดีมาก ผมรู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นแฟนกันอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าพวกเขาแสดงออกมาได้ดีทีเดียว แอนดรูว์เองก็เล่นเป็นสไปเดอร์แมนที่กวนโอ๊ยสุดๆ ซึ่งมันสร้างภาพลักษณ์คนล่ะอย่างกับฉบับที่โทบี้ แมคไกว์เล่นไว้ใน Spider – Man ที่แซม ไรมี่ทำไว้ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง จากปีเตอร์ ปาร์คเกอร์อมทุกข์เป็นวัยรุ่นกวนๆคนหนึ่งซึ่งมีปมอยู่ภายในจิตใจ อันที่จริงผมไม่อยากเปรียบเทียบสองเวอร์ชั่นนี้หรอก ผมว่ามันมีคว่ามแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าถามว่าผมชอบเวอร์ชั่นไหนมากกว่า ผมต้องขอตอบว่าผมชอบสไปเดอร์แมนของมาร์ค เว็บมากกว่า ผมรู้สึกเข้าถึงมากกว่าเวอร์ชั่นของแซม ไรมี่เยอะเลยหรือเพราะผมมาดูเวอร์ชั่นของเว็บตอนที่ผมเริ่มเข้าใจอะไรต่อมิอะไรในชีวิตมากขึ้นกันนะ

                 เหตุการณ์ในภาคที่แล้วก็คือปีเตอร์โดนแมงมุมกัด เขามีความสามารถพิเศษขึ้นมาแบบกะทันหัน ลุงเบ็นตายเพราะโจรที่ปีเตอร์ปล่อยไป ปีเตอร์ไล่ล่าโจรคนนั้นด้วยความสามารถพิเศษของเขา แล้วตอนนั้นเองที่ศัตรูตัวจริงของเขาปรากฏตัวขึ้นมา นั่นก็คือมนุษย์กิ้งก่า ซึ่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายพ่อของเกวน สเตซี่ซึ่งพยายามตามล่าเอาตัวสไปเดอร์แมนมาตลอดครึ่งเรื่องหลังเขาได้สู้กับมนุษย์กิ้งก่าจนเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิตเขาให้ปีเตอร์สัญญาว่าเขาจะกันให้เกวนออกห่างจากเรื่องพวกนี้ ปีเตอร์ก็ได้ให้สัญญาเอาไว้แต่จะทำมั้ย อีกเรื่องหนึ่ง

                ในภาคนี้เราจะยังได้เห็นว่าปีเตอร์ยังคงประฏิบัติภารกิจเป็นสไปเดอร์แมนคอยช่วยเหลือผู้คนอยู่อย่างเดิม แต่เขายังคงเห็นภาพของพ่อของเกว็นตามหลอกหลอน มันเลยทำให้เขาตัดสินใจบอกเลิกกับเกว็น  พอดิบพอดีกับการกลับมาของแฮร์รี่ ออสบอร์น(ดาเน่ เดฮาน) แฟนเก่า เอ๊ย เพื่อนเก่าของปีเตอร์ แฮร์รี่กลับมาเพื่อรับช่วงบริษัท OSCORP และสืบทอดโรคทางพันธุกรรมของตระกูลที่เป็นสาเหตุให้พ่อของเขาต้องเสียชีวิตลง แฮร์รี่เชื่อว่าเลือดของสไปเดอร์แมนจะช่วยเขาได้แต่เขาคิดผิด ในขณะเดียวกันศัตรูตัวร้ายตัวใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นนั่นก็คืออิเล็คโทร พนักงานบริษัท OSCORP ซึ่งประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตขั้นหนักจนเปลี่ยนแปลงเขาเป็นมนุษย์ไฟฟ้า นอกจากจะต้องรับมือกับอิเล็คโทรและการทำให้เพื่อนของเขาเข้าใจ เขาก็ยังต้องรับมือกับสภวะหัวใจที่ห้ามไม่เคยอยู่สักที พร้อมๆกับความลับบางอย่างที่ได้รับการเปิดเผย

                ความโดดเด่นของสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นของมาร์ค เว็บ คือเวอร์ชั่นนี้ได้ทำการเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของพ่อแม่ของปีเตอร์ พาร์คเกอร์มากขึ้น ทำให้เรารู้ว่าพ่อแม่ของเขามีเหตุผลอะไรบางอย่างพวกเขาถึงจำเป็นที่จะต้องทิ้งปีเตอร์เอาไว้กับป้าและลุงของเขาแทน ซึ่งความลับที่ว่าก็ได้รับการขยายให้มากขึ้น

                เส้นเรื่องของสไปเดอร์แมนภาคนี้ไม่ได้มีแค่เส้นหลักเพียงเส้นเดียว มันมีมากมายหลายเส้นซ้อนทับกันไปมาไม่ต่างอะไรกับใยแมงมุม ที่มีทั้งเส้นที่แข็งแรงและเส้นที่อ่อนแอ บางจุดก็พันกันจนยุ่งเหยิงแต่ก็โชคดีที่เส้นที่แข็งแรงที่สุดพยุงทุกอย่างเอาไว้ได้

                เส้นที่แข็งแรงที่สุดของสไปเดอร์แมนภายใต้การดูแลของมาร์ค เว็บคือเส้นโรแมนติก ซึ่งเป็นเส้นถนัดของเขาอยู่แล้วล่ะ ไม่เชื่อลองไปหา (500) Days Of Summer ของเขามาดูได้เลย แอนดรูว์กับเอ็มม่าเล่นเข้าขากันได้ดีแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ภาคนี้พูดได้เลยว่าเคมีของทั้งคู่มันดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก มุกกลับไปหาแฟนเก่า มุกง้อกันนี่ทั้งสองเล่นกันได้แบบเด็ดขาดน่ารักสุดๆ ทำให้คนไม่ค่อยชอบจะดูหนังรักอย่างผมยิ้มตามแบบไม่รู้ตัว ซึ่งผมเองยังแอบคิดเลยว่านี่น่าจะเป็นข้อดีแบบเด่นๆของภาคนี้เลยก็ว่าได้

                ในส่วนของฉากแอคชั่นก็ไม่ได้มีจัดหนัก จัดเต็มอะไรขนาดนั้นแต่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าฉากแอคชั่นภาคนี้ดูง่ายกว่าภาคที่แล้วเยอะ อาจจะเป็นเพราะในภาคนี้ได้อาศัยเอาเทคนิคสโลว์โมชั่นเข้ามาช่วยฉากแอคชั่นเลยดูง่ายขึ้น ไม่สับสน แต่การแทนสายตาบุคคลที่หนึ่งในภาคนี้กลับหายไป ซึ่งโดยส่วนตัวก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะค่อนข้างชอบการใช้ฉากสโลว์มากกว่า แค่มันจะไม่ค่อยสร้างอารมณ์ร่วมในฉากประเภทโหนตัวไปมาได้ดีเท่าภาคแรกเท่านั้นเอง

                การแสดงทุกคนเล่นได้ดีอยู่แล้ว ภาคนี้มีเบอร์ใหญ่ๆอย่างเจมี่ ฟ็อซมาร่วมแจมด้วย แต่น่าเสียดายที่หนังไม่ได้อำนวยให้เจมี่แสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ ตัวละครของเขาดูเป็นแค่คนโรคจิตที่คลั่งไคล้ดาราหรือศิลปินมากๆคนนึงเท่านั้น ถึงหนังจะแทรงปมความต้องการเป็นที่สนใจจากสังคม หนังก็ใส่มาแค่เบาๆ มีแค่ไม่กี่ฉากที่แสดงถึงจุดๆนั้น แล้วอยู่ๆเขาก็โกรธเกลียดสไปเดอร์แมนซะอย่างนั้น ส่วนดาเน่ เดฮานผู้มากับบทของแฮร์รี่ ออสบอร์นนี่ก็เล่นออกมาได้ดีอยู่แล้ว บทเด็กมีปัญหาเขาทำได้ดีตั้งแต่ Chronicle แล้ว อีกทั้งยังเล่นเข้าขากับแอนดรูว์ การ์ฟิลดิ์ยังกะผัวเมี… เอ๊ย ยังกะเป็นเพื่อนรักกันมานานแล้วจริงๆ

                ภาคนี้ดราม่าเยอะกว่าภาคแรกมาก ภาคแรกแค่ดราม่าลุงเบ็น ภาคนี้ดราม่าแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆยันเรื่องใหญ่ๆ ตัวละครทุกตัวมีปมอยู่ในตัว ปีเตอร์ที่ต้องช่วยเหลือคนทั่วๆไปและคนที่เขารักอีกทั้งยังมีความลับของการหายไปของพ่อแม่ของเขาที่เขาอยากจะรู้/แถมยังต้องรับมือกับศัตรูหลายใหม่อีก เกว็นที่ยังตัดใจไม่ได้ ป้าเมย์ที่เป็นห่วงหลาน แฮร์รี่ที่มีปัญหาเก็บกดจากการเลี้ยงดูและโรคที่กำลังกัดกินร่างกายของเขาที่ยังไม่พบทางแก้ แม็กหรืออิเล็คโทรที่มีความต้องการเป็นที่สนใจ โอ้โห เยอะแยะมากมาย พอสังเกตดีๆปมบางอย่างในตัวละครแต่ล่ะตัวนนั้น ต่างก็เป็นปัญหาที่วัยรุ่นแต่ละคนต้องเผชิญ แต่ปัญหาทุกอย่างก็ตู้มลงที่ปีเตอร์อยู่ดี ถึงนี่จะเป็นหนังฮีโร่แต่ก็อย่าลืมนะว่าปีเตอร์เองก็เป็นวับรุ่นคนหนึ่งเหมือนกัน

                ขึ้นชื่อว่าวัยรุ่นแล้วปัญหาชีวิตเยอะอยู่แล้ว แถมยังเป็นฮีโร่อีก คิดดูสิว่าปัญหาจะเยอะขนาดไหน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย ช่วงชีวิตคนเราตอนเป็นวัยรุ่นมักจะเจอกับเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ บางทีเราก็ได้รับ บางทีเราก็สูญเสีย เรื่องบางเรื่องต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน การบอกเลิกหรือการจากลาคือสิ่งที่แย่ที่สุดแล้วในช่วงชีวิตวัยรุ่น ผู้คนอาจจะมองว่าความรักช่วงวัยรุ่นมันเป็นสิ่งฉาบฉวยเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่าวัยรุ่นแล้ว ความรักเป็นเรื่องใหญ่มากๆสำหรับวัยรุ่นส่วนใหญ่ เพราะงั้นอาการผิดหวังหรือจากลากันมันทำให้เราต้องใช้เวลาทำใจและปรับตัวอยู่พักใหญ่ ซึ่งบางคนโชคดีหน่อยที่มีคนช่วยเหลืออยู่ข้างๆ ในกรณีของปีเตอร์นั้นโชคดีที่มีป้าเมย์คอยช่วยเหลือ เธอเผชิญหน้ากับการสูญเสียมาก่อน แน่นอนว่าการสุญเสียคนที่รักสุดหัวใจมันเป็นเรื่องที่ทำใจยาก แต่เวลาจะช่วยให้เราทำใจได้ สิ่งที่ป้าเมย์ได้บอกกับปีเตอร์เอาไว้ในตอนท้ายเรื่องคือ “เราก็ต้องปล่อยวางและยอมรับความเป็นจริง” ในขณะที่เธอเก็บของที่เป็นของสามีของเธอโดยเธอทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้ว่า “ยิ่งกล่องเบาขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งสบายขึ้นเท่านั้น” การจมอยู่กับอดีตที่ไม่หวนคืนมาของปีเตอร์มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในขณะเดียวไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ปีเตอร์ใด้รับรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง เขาเป็นความหวังของคนทั้งเมืองในนามของสไปเดอร์แมน

                เป็นวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีก็ล้ม บางทีก็ร้องไห้แต่สุดท้ายเราก็จะยืนขึ้นได้ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่หนังกำลังพยายามจะบอกเราเป็นนัยๆอยู่ก็ได้

                โดยภาพรวมๆผมชอบภาคนนี้มากเลยนะ เป็นหนังฮีโร่ที่ทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าหนังรักบางเรื่องเสียอีก อาจจะเพราะช่วงนั้นผมกำลังไปดูในช่วงชีวิตรักมันค่อนข้างแย่ด้วย 55555 ผมก็วัยรุ่นคนนึงนะ น้ำตาผมไหลหนักเลยตอนฉากที่ป้าเมย์สอนปีเตอร์ เหมือนเราได้รับคำสอนมาพร้อมๆกับปีเตอร์เลย ผมบอกไม่ได้นะว่าถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วคุณจะทำใจได้ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณรู้ว่าการเป็นวัยรุ่นมันเจ็บปวดแต่หากเรายังมีคนคอยอยู่เคียงข้าง มีเป้าหมายที่ทำบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความเจ็บปวดเหล่านั้นจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้อย่างแน่นอน

                นอกเรื่องมาไกล สรุปคือผมชอบสไปเดอร์แมนภาคนี้มากครับ ให้ 10/10 เลย

 

Comment

Comment:

Tweet