ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์หลังปีใหม่ที่คงจะเป็นวันหยุดของคนหลายๆคน ผมวิ่งเบียดผู้คนมากมายเพื่อที่จะไปที่เคาน์เตอร์ขายบัตรหนังให้ทันเวลาบ่ายสองครึ่งเพื่อที่จะไปให้ทันรอบหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty หนังของเบน สติลเลอร์ที่ผมอยากดูมากๆเรื่องหนึ่งของปี ไม่รู้ว่าทำไมเวลาเรารีบๆคนที่เขาอยู่ด้านหน้าเราเขามักจะดูใจเย็นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเหล่าผู้คนที่ต่อแถวซื้อบัตรหนัง ทำไมเขาถึงไม่วางแผนกันมาดีๆนะว่าเขาจะดูเรื่องออะไร นั่งตรงไหน ทำไมพวกเขาถึงได้ดูวุ่นวายอะไรกันมากมายขนาดนั้น ทันทีที่ถึงคิวของผมไม่รอช้า ผมหยิบแบงค์สีแดงสองใบที่ผมคิดว่าน่าจะพอกับราคาบัตรหนังที่แพงขึ้นทุกวันแข่งกับราคาน้ำมันและราคาอาหารตามสั่งบริเวณแถวๆที่ผมอาศัยอยู่ กว่าผมจะซื้อบัตรเสร็จเวลาก็เลยมาสิบกว่านาทีแล้ว ผมรีบวิ่งเข้าโรงหนังและหนังลงตรงเบาะของผม ด้านข้างของผมเป็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ดูท่าพวกเธอจะช่างจ้อและเส้นตื้นเป็นพิเศษเพราะตลอดเวลาพวกเธอมักจะมีเสียงคิกคักดังออกมา โชคยังดีที่พอหนังเริ่มพวกเธอก็นั่งชมเงียบๆ ขำคิกคักออกมาบ้างเวลาที่หนังปล่อยมุขตลกออกมา โชคดีที่ถึงผมจะเข้าไปช้าโรงหนังก็เอาโฆษณานู่นนี่มาเปิดนานมากเสียจนสายตาผมสามารถโฟกัสกับจอภาพได้ ทั้งๆที่ตอนเดินเข้ามาในโรงผมรู้สึกว่าสายตาผมยังมัวๆอยู่คงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ข้างนอกที่สว่างมากๆนั่นเอง

The Secreat Life Of Walter Mitty บอกเล่าเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในนิตยสาร Life  โดยที่ชีวิตของเขาบางครั้งก็จะหลุดอยู่ไปบ้าง เขาชอบฝันกลางวัน จินตนาการภาพในหัวของเขา บางครั้งก็ธรรมดาๆ บางครั้งก็แฟนตาซีจนไม่น่าเชื่อ เขาได้รับมอบหมายให้นำฟิล์มหมายเลข 25 มาขึ้นปกของนิตยสารฉบับสุดท้าย แต่แทนที่ฟิล์มที่ 25 จะมาพร้อมกับฟิล์มอื่นๆในตลับ กลับกลายเป็นฟิล์มเดียวที่หายไป วอลเตอร์ไม่รู้จะทำยังไงเขาเลยตัดสินใจไปตามเอากับเจ้าของภาพถ่ายเสียเลย ซึ่งบุคคลที่ถ่ายภาพดันไม่ใช้โทรศัพท์และยากหนักที่จะติดต่อเขา วอลเตอร์เลยตัดสินใจที่จะออกตามหาเขาในโลกของความจริงที่จะนำพาเขาไปพบกับจุดหมายใหม่ของชีวิตและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเขา

หนังยาวเกือบๆสองชั่วโมง แต่ก็เป็นสองชั่วโมงที่เพลิดเพลินมาก ผมรู้สึกสนุกสนานตลอดเวลาที่นั่งดู ผมได้ดูทุกอย่างที่ผมคาดว่าจะได้รับ ภาพสถานที่สวยๆ เพลงประกอบเพราะๆที่มันช่างเข้ากับจังหวะของหนัง ผมเพิ่งเคยดูหนังที่เบน สติลเลอร์ทำเป็นครั้งแรก หรือผมอาจจะเคยดูผลงานของเขามาหลายครั้งแล้วแต่ผมไม่รู้ตัวแค่นั้นเองล่ะมั้ง ผมรู้สึกว่าหนังของเบน สติลเลอร์เรื่องนี้มันแฝงอะไรไว้มากมาย นอกจากภาพสวยๆและเพลงเพราะๆ เขายังแฝงเนื้อหาที่จะสร้างแรงบรรดาใจเอาไว้อีกมากมาย ความรู้สึกที่อยากเลิกเรียนและไม่ทำงาน แต่อยากแบกเป้ไปปีนภูเขาหรือไปท่องเที่ยวสถานที่สวยๆหลายๆแห่งบนโลก ความคิดนี้มันผุดขึ้นมาในหัวผมตลอดเวลา ความรู้สึกที่ว่าทำไมเราต้องขังตัวเองอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ทั้งๆที่ข้างนอกนั่นมีภูเขาหลายร้อยลูก ทะเลที่กว้างยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา หรืออากาศบริสุทธิ์ที่เราสามารถสูดเอาเข้าไปได้เต็มปอด แทนที่จะเป็นอากาศเย็นๆที่ไร้ซึ่งความสดชื่นที่มาจากเครื่องปรับอากาศที่ติดอยู่บนเพดานสีซีดๆ ความคิดที่จะออกไปพบโลกกว้างของผมพังทลายลงไปเมื่อผมนึกได้ว่า การที่เราจะไปที่ใดสักแห่งเราต้องอาศัยสิ่งๆหนึ่งที่เรียกว่า”เงิน” ขนาดตัววอลเตอร์ในหนังยังประสบกับปัญหาการเงินเลย ผมเห็นหลายๆฉากที่วอลเตอร์คิดคำนวณเงินของเขา และฉากที่เขาบอกกับน้องสาวของตนว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเขาเหลือเงินอยู่แค่จำนวนเดียว ขนาดหัวหน้างานอย่างวอลเตอร์ยังประสบปัญหาทางการเงินนับประสาอะไรกับนักศึกษามหาลัยธรรมดาที่ยังไม่มีรายรับมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หรือหากออกไปทานแล้วผมก็อาจจะจบลงที่โต๊ะทำงานในออฟฟิศสักแห่งบนโลก กลายเป็นมนุษย์เงินเดือน จนถึงตอนนั้นความฝันที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์มันจะยังคงมีอยู่มั้ย แล้วอากาศของโลกใบนี้จะยังคงบริสุทธิ์อย่างนั้นอยู่หรือเปล่า ถ้าโชคดีหน่อยผมอาจจะได้รับโอกาสแบบวอลเตอร์ที่อาจจะได้รับโอกาสออกไปพบโลกกว้าง ได้ค้นพบบางส่วนที่จางหายไปจากตัวตนของผมเช่นเดียวกับที่วอลเตอร์ค้นพบตัวเขาเองในช่วงวัยเด็ก ค้นพบความสามารถที่เขาเกือบจะละทิ้งมันไป ผมจะมีโอกาสแบบนั้นหรือผมกำลังเพ้อฝันเหมือนที่เขาเป็นในช่วงต้นเรื่อง ผมรู้สึกว่าหากวอลเตอร์เป็นคนจริงๆ เขาอาจจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกก็ได้ เขายังคงมีอาการเพ้อฝันอยู่ ซึ่งมันมักจะเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบทำ ตอนเด็กๆผมชอบเพ้อฝันต่างๆนาๆ ผมอยากเป็นอย่างนั้น ผมอยากทำอย่างนี้ แต่เมื่อเราโตขึ้น ทุกอย่างที่ผ่านเขามาในชีวิตผมต่างดึงเอาเศษเสี้ยวแห่งจินตานาการของผมไปด้วย ผมไม่รู้ว่าจะโทษอะไร การที่ผมดูหนังสยองขวัญอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมสูญเสียความโลกสวยของผมในวัยเด็กไปก็ได้ โลกจริงๆมันโหดร้าย ผู้คนเข่นฆ่ากันทุกวัน ไม่มีความสงบเกิดขึ้นจริงๆในชีวิตเรา ทางเดียวที่เราจะรู้สึกสงบได้บางครั้งเราก็ต้องสร้างโลกของเราขึ้นมา ซึ่งตัวละครของวอลเตอร์ทำ เขาจินตนาการโลกของเขาขึ้นมา แต่แล้วจินตนาการของเขาก็เริ่มหายไปหลังจากช่วงกลางเรื่อง เพราะจินตนาการของเขามันได้กลายเป็นจริงขึ้นมา เขาได้พบสิ่งที่เขาเพ้อหามา สิ่งนั้นมันเข้ามาแทนที่จินตนาการของเขา สิ่งนั้นมีชื่อเรียกว่าความทรงจำ ความทรงจำที่เขาได้ต่อสู้กับฉลาม ความทรงจำที่เขาเห็นภูเขาไฟระเบิดต่อหน้าเขา ความทรงจำที่เขาปีนยอดเขา ผมเลยบอกว่าวอลเตอร์เป็นคนโชคดี หนังเรื่องนี้เป็นหนังฟีลกู๊ดอย่างไม่ต้องสงสัย หนังไม่มีจังหวะดราม่าน้ำเน่า ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ผมนั่งดูหนังอย่างมีความสุข ถึงแม้ในใจจะแอบแย้งนิดๆว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายขนาดนั้นก็จริง แต่ถ้าเรามองมันให้มันง่าย หาทางออกที่ง่าย ผมคิดว่าโชคคงต้องเข้าข้างเราบ้างแหละ

                ไฟโรงหนังสว่างขึ้นพร้อมๆกับชื่อทีมงานเป็นสัญญาณว่าหนังจบลงแล้ว ผมเดินออกมาจากโรงหนังโดยมีความคิดมากมายวิ่งวุ่นอยู่ในหัว ความรู้สึกหลายๆอย่างถาโถมเข้ามา  ผมเดินเล่นในห้างโดยที่ในหัวผมคิดอะไรต่างๆนานา ในขณะเดียวกันผมก็เดินเข้าออกร้านหนังสือร้านล่ะสี่ห้าครั้งโดยหวังว่าผมจะได้หนังสือติดมือหน่อยสักเล่ม แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่างบอกผมว่า หนังสือเล่านั้นยังไม่เหมาะที่ผมจะอ่านในตอนนี้ ผมเองรู้สึกว่าเวลาเราพบเจออะไรบางอย่างแล้วมันส่งผลกับชีวิตเราจะได้เจออะไรหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งๆนั้น มันจะมาในรูปแบบต่างๆ หนังสือ เพลง ภาพยนตร์หรือกระทั่งทวิตในทวิตเตอร์ ผมยืนพลิกหนังสือ “ความฝันโง่ๆ” ของ วินทร์ เลียววาริณไปมา หน้าปกของหนังสือเป็นรูปของผู้ชายคนหนึ่งกำลังปีนภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ตลกดีนะผมว่า สุดท้ายผมก็ไม่ได้หนังสือเล่มไหน ผมรู้สึกว่าตอนนั้นผมรู้สึกหลอนๆ ผมใช้เวลานานมากที่จะเขียนสิ่งที่คุณกำลังอ่า