จริงๆแล้ว The Conjuring เป็นหนังบ้านผีสิงทั่วๆไป แต่ทำไม๊ทำไมหนังสยองขวัญที่ลงทุนไป 13  ล้านเหรียญเรื่องนี้ถึงเก็บกำไรไปอย่างล้นหลาม ปีกกล้าขาแข็งเอามาฉายช่วงซัมเมอร์และสามารถล้มยักษ์ไปได้ด้วยรายได้เปิดตัวที่ 41 ล้านเหรียญ โดยตอนนี้ยอดรวมของหนังตอนนี้อยู่ที่ 127 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว ทั้งๆที่ดูจากหน้าหนังมันก็แค่หนังบ้านผีสิงทั่วๆไปไม่ใช่หรือไงกัน อีกทั้งนักวิจารณ์หลายๆสำนักยังยกให้หนังบ้านผีสิงเรื่องนี้เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย พอได้ยินกระแสแบบนี้มาเข้าหู ต่อมเผือกในร่างกายก็ทำงานอย่างเต็มที่ สงสัยใคร่รู้อย่างมากว่าหนังเรื่องมีมันมีดีอะไรนักหนา และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะได้รู้ว่าทำไม

 

 

The Conjuring บอกเล่าเรื่องราวสุดสยองของบ้าน แฮร์ริสวิลล์ โร้ดไอร์แลนด์หรือบ้านไร่เชอร์แมน ที่คู่สามีภรรยานักสืบเรื่องเหนือธรรมชาติอย่าง เอ็ด (แพทริค วิลสัน) และ ลอร์เลน เวอร์เลน (เวร่า ฟามิก้า) ได้เข้าไปทำการช่วยเหลือครอบครัวเพอร์รอนไว้ในปี 1971 หลังจากที่ครอบครัวเพอร์รอนที่ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคน พ่อ แม่ และลูกสาวอีก 5 คนที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาได้ไม่นานก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ยากจะอธิบายขึ้นมา ไล่ตั้งแต่ นาฬิกาทุกเรือนในบ้านจะหยุดเดินตอนเวลา ตีสามเจ็ดนาที รอยฟกช้ำตามตัวของนางแคโรลิน เพอร์รอน (ลิลิ เทย์เลอร์) ผู้เป็นแม่ เสียงดังของไม้ในตอนกลางคืน ที่ดังราวกับมีคนเดินไปมา และเสียงปรบมือที่ไม่มีที่มา วันเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เริ่มแย่ลง และการเข้ามาของเอ็ดและลอร์เลนในการทำคดีครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกวอร์เลนนั้น มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยประสบมาก่อน และอาจจะต้องเดิมพันถึงชีวิตของพวกเขาเลยทีเดียว ที่เด็ดสุดคือทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องจริง

                หนังไม่ได้เปิดเรื่องที่เหตุการณ์ของครอบครัวเพอร์รอนทันทีตั้งแต่ฉากแรก ฉากแรกนี้นำเสนอหนึ่งในคดีสุดสยองของคู่สามีภรรยาเวอร์เลน นั่นก็คือ “ตุ๊กตาแอนนาเบลล์” ที่ผู้กำกับเจมส์ วานและพี่น้องนักเขียนบททั้งสองอย่าง แชดและแครีย์ เฮยส์ ได้ปล่อยของกันตั้งแต่ฉากแรกกันเลยทีเดียว บรรยากาศไม่น่าใจ ความน่ากลัวระดับมหาประลัยของตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ทำให้หนังเรื่องนี้น่ากลัวตั้งแต่สิบนาทีแรกไปเลย หลังจากนั้นหนังก็เล่าเหตุการณ์คู่ขนานระหว่างพวกลอร์เลนและพวกเพอร์รอนไป โดยที่พวกลอร์เลนก็สืบคดีเล็กๆให้ ขนานกับครอบครัวเพอร์รอนที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านและเริ่มถูกคุกคามจากบางอย่างไป

                โดยท้องเรื่องแล้วหนังเรื่องนี้เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งผู้กำกับเจมส์ วานพยายามทำให้มันออกมาดูเก่า ภายใต้ความคมชัดของกล้องดิจิตอลปัจจุบัน ฟังดูขัดแย้ง แต่เจมส์ วานทำได้ ภาพ เสียง อะไรหลายๆอย่างในหนังสื่ออารมณ์ออกมาได้เก่าสมความต้องการ แต่ด้วยความคมชัดของกล้องดิจิตอลทำให้เราเห็นความละเอียดของภาพมากขึ้น และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนังได้ นอกจากความเก่าแล้ว เจมส์ วานยังเอามุมกล้องที่เป็นสไตล์ส่วนตัวของเขามาใช้กับหนัง ซึ่งมันออกจะดูใหม่ๆแต่มันก็สอดคล้องกับตัวหนังได้ มันดูไปกันได้แบบบอกไม่ถูก แต่ตอนที่ดูมันไม่รู้สึกถึงความขัดแย้งเลยแม้แต่นิด บวกกับดนตรีประกอบที่ทำให้นึกถึงหนังสยองสมัยก่อน ทำให้รู้สึกเหมือน The Conjuring กลายเป็นหนังผีคลาสสิคดีๆสักเรื่องไปเลย

 


                นอกจากการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมแล้วนั้น ตัวบทก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน นักแสดงทุกคนเล่นออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งนักแสดงนำอย่าง แพททริค วิลสันและเวร่า ฟาร์มิก้า นั้นเล่นออกมาได้อย่างดี ทั้งสองทำให้ตัวละครทั้งสองตัวดูมีชีวิตชีวา อีกคนที่เก่งไม่แพ้กันคือ ลิลิ เทย์เลอร์ ที่สามารถถ่ายทอดบทของคุณแม่ที่พยายามทำทุกวิธีทางเพื่อช่วยเหลือครอบครัวไว้ ถึงแม้หนังจะประกอบด้วยตัวละครเด็กแต่เด็กแต่ล่ะคนที่มารับบทนั้นสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เก่งมากๆ และเป็นอะไรที่โชคดีมากๆเพราะบทของเด็กเหล่านี้ไม่เคยสร้างความรำคาญให้คนดูเลยแม้แต่น้อย มันเลยส่งผลให้คนดูรู้สึกสงสารและอยากเอาใจช่วยพวกเธอทั้งหลาย แทนที่จะแช่งให้พวกเธอโดนผีหลอกให้ตายไปเลย เช่นเดียวกับงานก่อนหน้าของเจมส์ วานอย่าง Insidioud (2010) ที่มีเด็กเหมือนกัน แต่เด็กๆเหล่านั้นก็ไม่เคยสร้างความรำคาญให้คนดูเลย ทั้งสองเรื่องมีความเหมือนกันตรงที่ตัวละครทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ค่อยพาไปตัวเองไปเจอผี พูดง่ายๆก็คือ ตัวละครส่วนใหญ่ของเจมส์ วานไม่ค่อยชอบกินเผือก ไม่โง่ ไม่รนหาที่ซวย เป็นประเภท “หนูไม่รู้ เขามาเอง” เสียมากกว่า แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ถึงจะไม่กินเผือกกันเท่าไร แต่ยังไงก็ต้องกิน The Conjuring ผีดูมีทักษะชั้นสูง รู้จักหลอกล่อให้คนมาติดกับ ไม่ต้องออกมาเป็นตัวๆตลอดเวลาแต่มีประสิทธิภาพในการหลอกสูง แต่ใน Insidious นั้น เหล่าผีทั้งหลาย ออกมาเดินสวนสนาม ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่สนใจปลาร้าหน้าไหนทั้งสิ้น ทั้งๆที่ออกมาขนาดนั้น แต่พอดู The Conjuring แล้วรู้สึกว่าผีเรื่องนี้โหดกว่ามาก มันอาจจะไม่ได้โหดเหมือนผีใน Evil Dead แต่การหลอก การปรากฏตัวแต่ล่ะทีนั้นก็ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้องได้เหมือนกัน นอกจากการหลอกหลอนสุดระทึกแล้ว ปมของเรื่องราวเองก็ชวนเหวอไม่แพ้กัน นอกจากเราจะได้ดูหัวจิตหัวใจคนแล้ว เรายังได้เห็นหัวจิตหัวใจและเหตุผลที่ผีถึงทำเรื่องพวกนี้ด้วย เก๋ป่ะล่ะ

                บางครั้งต่อให้บทดีแค่ไหน แต่ถ้าบีบอารมณ์ของคนดูไม่ได้ หนังก็คงไม่สยองเลยแม้แต่นิด แต่ด้วยความสามารถพิเศษของเจมส์ วานนั้น เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับเขา ทักษะที่เขาใช้กับ The Conjuring นั้นคือการสร้างอารมณ์ให้เรารู้สึกลุ้นและหลอนไปเองเพราะสมองเราสั่งการมาว่า เฮ้ย เดี๋ยวผีมันจะออกมานะเตรียมตัวตกใจ แต่ว่าไม่ใช่เลย เจมส์ วานไม่ได้ปล่อยผีออกมาทันทีที่เขาบิ้วด์อารมณ์คนดูเสร็จแล้ว ไม่ใช่ตอนที่คนดูเตรียมตัวเอาไว้ แต่เป็นตอนที่คนดูรู้สึกว่า เฮ้ย มันคงไม่มีอะไรแล้วล่ะ เขาถึงปล่อยผีออกมาใส่คนดูแบบจะจะจังจัง ซึ่งเป็นอะไรที่ได้ผลมากๆ ดูแล้วรู้สึกสนุกมากๆ มันเป็นอะไรที่เราอาจจะเคยเจอมาแล้ว แต่รู้สึกว่ามันสนุกนะ ดูแล้วรู้สึกโหยหา ดูแล้วรู้สึกชอบ มันให้อารมณ์แบบเนี่ยแหละหนังผีในอุดมคติ ไม่น่ากลัวจนเกินไป สยองกำลังดี หนังให้ความเคารพต่อคำว่า “สร้างจากเรื่องจริง” จริงๆ คือมันดูไม่เยอะจนเกินไป เหมือนหนังสยองหลายๆเรื่องที่อ้างว่าทำมาจากเรื่องจริง แต่หนังกลับหยิบมาแค่เศษๆแล้วตีสีใส่ไข่เพิ่มความโหดให้กับผี แต่ The Conjuring นั้น ถึงผีมันจะดูโหด ดูเถื่อน แต่มันก็ยังดูไม่เกินไป มันยังดูจริงอยู่ เพราะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆให้คำปรึกษากับทีมงานในหลายๆขั้นตอนตั้งแต่ตอนร่างบทแล้ว นั่นคงทำให้อะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในหนังมันดูไม่เยอะก็เป็นได้

                พูดตรงๆเลย คือตอนดูหนังไม่ค่อยรู้สึกกลัวเท่าไร เพราะมีภูมิต้านทานหนังแนวนี้อยู่ แต่ก็ยังรู้สึกสยองกับตุ๊กตาแอนนาเบลล์อยู่ ถึงจะไม่ค่อยกลัว แต่รู้สึกสนุกมากๆ เป็นหนังผีที่สนุกมากๆ ไม่รู้สึกว่ามันกดดันจนภาวนาให้หนังมันจบๆไป ไม่รู้สึกรำคาญตัวละครตัวไหน สรุปง่ายๆก็คือ The Conjuring เป็นหนังผีที่พอดี มันตอบโจทย์ทุกอย่างที่ต้องการ อยากสยองได้สยอง อยากสนุกได้สนุก ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า The Conjuring เป็นหนังบ้านผีสิงที่เพอร์เฟ็คที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว

 

edit @ 27 Aug 2013 17:39:42 by Green_Kheaw

Comment

Comment:

Tweet