ผมว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับก็อตซิลล่าดีนะ ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็กๆเราคงคุ้นเคยกับหนังญี่ปุ่นที่จะมีคนใส่ชุดสัตว์ประหลาดกันเป็นอย่างดี บางทีมันก็สู้กับอุลตราแมนบ้าง ขบวนการห้าสีบ้าง บางทีก็สัตว์ประหลาดด้วยกันเองบ้าง มีวางขายเกลือนกลาดตามแผงซีดี แต่ผมว่าก็คงมีก็อตซิลล่าเนี่ยแหละที่จะติดอยู่ในหัวของเรา (รองลงมาก็น่าจะโกเมร่านะผมว่า ที่ดังคู่ๆกันมา) ผมเองก็ไม่เชิงว่าจะโตมากับก็อตซิลล่าหรอกครับ ก็อตซิลล่าที่ผมคุ้นเคยคงเป็น “ซิลล่า” ของโรแลนด์ เอ็มเมอริซที่โดนคำด่าเสียยับเยิน ตอนนั้นผมเป็นเด็ก ผมไม่สนหรอกครับ ผมชอบที่จะดูสัตว์ประหลาดสักตัวที่คล้ายๆไดโนเสาร์บุกเมือง(ช่วงนั้นผมชอบจูราสสิค ปาร์ค) แต่ผมเคยดูก็อตซิลล่าของญี่ปุ่นอยู่นะ แต่จะเป็นประมาณก็อตซิลล่าตีกับตัวนั้นตัวนี้ไป ถึงจะเด็กผมก็รู้ครับว่าอีกัวน่าโดนกัมมันตภาพรังสีที่อยู่ดีๆดันเกิดการขยายร่างกายได้ใหญ่โตที่เห็นอยู่นี่มันไม่ใช่ก็อตซิลล่าที่ผมเคยดู มันต้องตัวอ้วนกว่านี่สิ แต่ของโรแลนด์นี่ผอมมาเชียว ไปทำไรมา เข้าฟิตเนสป่ะ 5555

โดยก็อตซิลล่าเวอร์ชั่นนี้ใช้เวลาเตรียมการที่ค่อนข้างยาวนานเลยครับ ใช้เวลาถึงหกปีเพื่อนำเอาราชันย์แห่งหมู่มวลสัตว์ประหลาดออกมาโลดแล่นบนจอหนังใหญ่อีกครั้ง บทของหนังมีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามาปรับเข้ามาแก้มากมายไม่ต่ำกว่าหกชีวิต การออกแบบตัวก็อตซิลล่ามากกว่าหลายร้อยแบบจนกว่าโตโฮจะพอใจ เพราะหลังจากครั้งนั้นที่โตโฮ(บริษัทผู้ให้กำเนิดก็อตซิลล่าตัวแรกในปี 1954) ปล่อยให้ฮอลลีวู้ดปู้ยี่ปู้ยำลูกรักของพวกเขาจนไม่เหลือเงาของราชันย์แห่งหมู่มวลสัตว์ประหลาด ผมก็ไม่รู้สึกว่าผมจะได้ดูก็อตซิลล่าออกมาถล่มเมืองอีกแล้ว แต่แล้วอยู่ดีๆวันหนึ่งตอนบ่ายของงาน Comic-Con ปี 2012 ก็มีเสียงคำรามที่ทุกคนคุ้นเคยดังกึกก้องขึ้นมา ภายใต้การดูแลของบริษัทวอร์เนอร์ บราเทอร์และเลเจนดารี่ วันนั้นเป็นวันที่ทั้งสองค่ายประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาจะทำการรีบู๊ต ก็อตซิลล่าอีกครั้ง การประกาศครั้งนี้สร้างกระแสที่เรียกได้ว่ารุนแรงพอสมควรออกมา ผมว่าทุกคนยังคงติดภาพของอีกัวน่ากลายพันธุ์นั้นอยู่ แต่เมื่อเห็นภาพจากตัวอย่างที่เหห็นเพียงเงาและแผ่นหลังลางๆของก็อตซิลล่าแล้ว หลายๆคนถึงกับพูดเลยว่า ก็อตซิลล่ากลับมาจริงๆแล้ว

                โดยหลังจากวันนั้นเป็นต้นมาข้อมูลส่วนใหญ่ของหนังก็ถูกเก็บเป็นความลับ อันที่จริงนอกจากชื่อผู้กำกับอย่างการ์เร็ต เอ็ดเวิร์ดที่เคยทำหนังสัตว์ประหลาดอินดี้ขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง Monsters ที่เจ้าตัวทำเองแทบจะทุกอย่างยกเว้นแสดงเอง รวมไปถึงนักแสดงอย่างแอรอน จอนห์สัน(Kick – Ass)และนักแสดงคนอื่นๆแล้ว เนื้อหาของหนังก็เรียกว่าไม่ได้รับการเปิดเผยมาแม้แต่น้อย มีเพียงตัวอย่างสั้นเวลาเพียงนาทีเศษๆที่ทำเอาแฟนคลับหนังและคนทั่วๆไปพากันคาดเดาเนื้อเรื่องกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ว่าการกลับมาในครั้งนี้ของก็อตซิลล่าจะกลับมาแบบไหน จะเป็นเพียงแค่สัตว์ประหลาดออกมาอาละวาดหรือมีอะไรมากกว่านั้น

                วันเวลาล่วงเลยไป คลิปต่างๆเริ่มถูกปล่อยมา คลิปแอบถ่ายเริ่มได้รับการเผยแพ่ร(และถูกลบในภายหลัง)ออกมา ภาพใหม่ๆเริ่มเผยให้เห็น’บางสิ่ง’ที่หลายๆคนคิดกันว่ามันจะต้องเป็นสัตว์ประหลาดตัวอื่นแน่ๆ นั่นยิ่งทำให้หลายๆคนมั่นใจว่า ก็อตซิลล่าเวอร์ชั่นนี้จะต้องดึงเอาสิ่งที่โตโฮเคยทำเอาไว้มาปัดฝุ่นใหม่และทำให้มันดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน แต่สิ่งเหล่านั้นจะได้รับการพิสูจน์เมื่อวันที่หนังได้เข้าฉายอย่างเป็นทางการ

และแล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง

                เหตุการณ์เริ่มขึ้นในปี 1999 เมื่อโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นเกิดพังพินาศลง โดยทางการกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นแผ่นดินไหว แต่พ่อของฟอร์ด(แอรอน จอนห์สัน) คือโจ (ไบรอัน แครนสตัน) ไม่เชื่อเช่นนั้น เขาเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ได้ดร่าชีวิตภรรยาของเขามันจะต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างอยู่ ในขณะที่ฟอร์ดเติบโตขึ้นได้เป็นนายทหาร มีภรรยา(อลิซาเบท โอลเซ่น)และลูกแล้ว พ่อของเขายังคงจมอยู่เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ เขาพยายามค้าหาสาเหตุจนทำให้เขาต้องเดือดร้อน ทำให้เขาต้องกลับมาพบลูกชายของเขาในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง โจต้องการที่จะกลับไปเอาไฟล์ข้อมูลของเขาเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีของเขานั้นถูกต้อง ฟอร์ดยอมตกลงที่จะช่วยแต่พวกเขาดันถูกจับได้เสียก่อน กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขาไปพาพวกเขาไปยังสถานที่ที่รัฐบาลพยายามกักเก็บเอาไว้ ที่แห่งนั้นพวกเขากำลังทดลองกับอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งพวกเขาได้รับการอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้มันดูดกลืนกัมมันตภาพรังสีเป็นอาหาร มันจึงเข้ามาหาแหล่งกัมมันตภาพรังสีที่ใกล้ตัวมันที่สุด แต่แล้วเมื่อพวกเขาไม่สามารถควบคุมสิ่งนั้นได้ สัตว์ประหลาดตัวนั้นที่มีหน้าตาคล้ายกับแมลงผสมกับค้างคาวก็ได้หลุดออกมา เมื่อมนุษย์ที่ตั้งใจจะควบคุมธรรมชาติของโลกใบนี้ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ธรรมชาติจึงได้ส่งราชันย์แห่งเหล่ามวลสัตว์ประหลาดมปรับสมดุลให้โลกอีกครั้ง

                นั้นคือพล็อตคร่าวๆที่ผมเข้าใจ เพราะว่ามันก็คงไม่มีอะไรเยอะไปกว่านั้น อันที่จริงมันก็มีพล็อตรองอย่างการที่ฟอร์ดต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อกลับไปช่วยลูกเมียของเขา  ซึ่งมันก็ได้มาออกมาดราม่าหนักหนาแบบ The Impossible หรอกครับ มันก็มีแต่พอดีนั่นแหละ เพราะยังไงสิ่งที่เราใส่ใจที่สุดก็คือสัตว์ประหลาด ไม่ใช่คน ผมเองก็ไม่ได้หวังว่าผมจะได้เห็นก็อตซิลล่าแบบติดกันเป็นชั่วโมงหรอกครับ ผมรู้ตัวตั้งแต่ผมเห็นชื่อผู้กำกับแล้ว ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเกินคาดนะครับ ก็อตซิลล่าออกน้อยกว่าสัตว์ประหลาดที่สู้ด้วยเสียอีก แต่สิ่งที่การ์เร็ดทำกับก็อตซิลล่าคือการที่ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวมันเต็มไปด้วยพลังมากๆ เขาดูน่าเกรงขาม เขาดูมีความเป็นราชันย์ มาน้อยแต่ต่อยหนักแบบสุดๆ ผมรู้สึกว่าการ์เร็ตยังคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้อยู่ รู้สึกว่าสตูดิโอให้โอกาสการ์เร็ตทำงานแบบเต็มที่จริงๆ

                ความสามารถของการ์เร็ตนั้นถูกแสดงออกมาอย่างมากมายในหนังเลยครับ ทั้งการถ่ายภาพที่ค่อยๆสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนดู ความน่าสงสัย การเล่นกับจินตนาการของคนดู มันสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดูได้ดีจริงๆ อีกทั้งเพลงประกอบที่ช่วยสร้างความตื่นเต้นให้กับคนดูนั้นทำออกมาได้ยิ่งใหญ่และอลังการมากๆ นั่นยิ่งทำให้การปรากฏตัวของก็อตซิลล่ามันช่างน่าจดจำจริงๆ

                ถึงแม้ว่าการปรากฎตัวทุกครั้งของก็อตซิลล่ามันจะน่าจดจำแต่ผมเข้าใจว่าหลายๆคนคงอดคิดไม่ได้ว่าทำไมก็อตซิลล่าถึงออกน้อยกว่าสัตว์ประหลาดคู่ปรับของเขาเสียอีก ขนาดผมเองที่ทำใจมาแต่แรกยังแอบสงสัยเลยว่าทำไมมาน้อยจัง(วะ) ตรงนี้ตัวผู้กำกับได้ออกมาพูดครับว่า “การที่เราได้เห็นการมาของก็อตซิลล่าน้อยๆนั้น มันสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้เราได้มากกว่าการที่เราจะได้เห็นเข้าออกมาเดินเป็นชั่วโมง การออกมาของเขาแต่ล่ะครั้งมันจะได้ดูยิ่งใหญ่ น่าหวาดผวามากกว่า” ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยนะ อย่างเช่นถ้าเป็นหนังผี เราเห็นผีตัวเดิมเที่ยวหลอกผู้คนตลอดเรื่องโดยที่ผีตัวนี้ไม่เคยหายไปจากจอเลยผมว่ามันก็คงไม่สนุกเท่าไร ใช่มั้ยล่ะ แต่มองในแง่ดีเราก็ยังได้เห็นความสามารถต่างๆของก็อตซิลล่าแบบน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ผมรู้สึกว่าก็อตซิลล่าเขาน่ารักนะ 555 ผมว่าก็อตซิลล่าเวอร์ชั่นนี้เขาไม่ได้มาในรูปแบบของสิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน ผมมองเขาเป็นหมีตัวหนึ่ง โดยเฉพาะช็อตกระโดดเอามือปัดตึกนี่ตราตรึงในใจผมมากๆเลย น่ารักมาก โมเอ้สุดๆ 555

                พูดถึงก็อตซิลล่าแล้ว เรามาพูดถึงคนธรรมดาๆที่ต้องผจญกับก็อตซิลล่าบ้างดีกว่า เริ่มที่แอรอนห์ จอนห์สันที่รับบทเป็นทั้ง ทหาร สามี พ่อคนและลูก ผมว่าเขาก็ทำหน้าที่ออกมาได้ดีนะ เขาดูเป็นทหารจริงๆ หลายๆฉากแอรอนห์แสดงออกมาได้อย่างหน้าเชื่อถือดี ส่วนการเป็นลูกที่มีปัญหากับพ่อ ผมว่ามันก็ออกมาโอเคนะ แต่มันยังไม่พีคเท่าไร บทสามีกับพ่อก็เรื่อยๆครับ ไม่ได้แย่ แต่หนังมัให้เราดูฉากครอบครัวนี้น้อยไปหน่อย เพราะฉากครอบครัวนี้ไม่ได้มีอะไรมากการแสดงของอลิซาเบธ โอลเซ่นมันเลยยังดูธรรมดาๆอยู่ เธอดูเป็นภรรยาและแม่ที่เป็นห่วงสามีและลูกจริงๆครับ แต่ผมรู้สึกว่ามันยังธรรมดาอยู่ ส่วนลุงเคน วาตานาเบ้แกก็เล่นบทนักวิทยาศาสตร์ออกมาได้ดีครับ ดูน่าเชื่อถือดี แต่บทของแกจะนิ่งๆมันเลยดูไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไร ผมว่าคนที่เล่นแล้วพีคจริงๆต้องเป็นไบรอัน แคลนตันในบทโจ โบรดี้กับจูเลียต มินอคในบทแซนดร้า โบรดี้ โอโห้ ทั้งคู่อาจจะไม่ได้อยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่ซีนอารมณ์มาปั๊บทั้งสองคนกินขาดเลยครับ ยิ่งช็อตที่อยู่ด้วยกันผมขนลุกซู่เลย น้ำเสียง แววตา ท่าทาง ทั้งสองคนใส่กันมาเต็มๆ โดยเฉพาะไบรอัน แคลนตันที่มีฉากระเบิดอารมรณ์ก็เล่นกลบเอาทุกคนในฉากเดียวกันตายสนิทเลยครับ นอกจากจะตื่นเต้นกับการเห็นก็อตซิลล่าแล้ว เรายังได้ขนลุกกับพลังการแสดงอีกด้วย  

                ผมว่าการ์เร็ตสามารถคืนชีพให้ราชันย์แห่งสัตว์ประหลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรีเลยนะครับ ถึงการกลับมาของเขาคราวนี้จะตุ้ยนุ้ยน่ารักเหมือนพี่หมีไปหน่อยก็ตาม 555 แต่เขายังคงมีความน่าเกรงขามอยู่ อันที่จริงแล้วตอนผมดูหนังจบใหม่ๆ ผมยังอึนๆอยู่ ผมเลยยังไม่มีความรู้สึกต่อหนังมากเท่าไร แต่พอผมใช้เวลานั่งคิดทบทวนสิ่งที่เพิ่งดูมา ผมก็รู้สึกว่า “เฮ้ย ก็อตซิลล่าตัวนี้แม่งโคตรใช่เลยว่ะ” โดยรวมๆ ผมชอบครับ ทั้งการแสดง งานภาพ แต่ผมมีความรู้สึกว่างานบทยังต้องพัฒนาอีกหน่อย แต่ผมก็สามารถมองข้ามจุดบกพร่องเล็กๆพวกนั้นไปได้ครับ เพราะฉากสู้กันตอนท้ายมันฟินสุดๆไปเลย

 
 

เหตุผลที่ผมดู The Amazing Spider – Man ภาคแรก ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าผมอยากดูแอรดรูว์ การ์ฟิลด์กับเอ็มม่า สโตน แล้วการที่มาร์ค เว็บกำกับผมถือว่านั่นเป็นของแถม แล้วภาคแรกก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวัง ผมชอบนะ เคมีระหว่างสองคนนี้มากดีมาก ผมรู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นแฟนกันอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าพวกเขาแสดงออกมาได้ดีทีเดียว แอนดรูว์เองก็เล่นเป็นสไปเดอร์แมนที่กวนโอ๊ยสุดๆ ซึ่งมันสร้างภาพลักษณ์คนล่ะอย่างกับฉบับที่โทบี้ แมคไกว์เล่นไว้ใน Spider – Man ที่แซม ไรมี่ทำไว้ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง จากปีเตอร์ ปาร์คเกอร์อมทุกข์เป็นวัยรุ่นกวนๆคนหนึ่งซึ่งมีปมอยู่ภายในจิตใจ อันที่จริงผมไม่อยากเปรียบเทียบสองเวอร์ชั่นนี้หรอก ผมว่ามันมีคว่ามแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าถามว่าผมชอบเวอร์ชั่นไหนมากกว่า ผมต้องขอตอบว่าผมชอบสไปเดอร์แมนของมาร์ค เว็บมากกว่า ผมรู้สึกเข้าถึงมากกว่าเวอร์ชั่นของแซม ไรมี่เยอะเลยหรือเพราะผมมาดูเวอร์ชั่นของเว็บตอนที่ผมเริ่มเข้าใจอะไรต่อมิอะไรในชีวิตมากขึ้นกันนะ

                 เหตุการณ์ในภาคที่แล้วก็คือปีเตอร์โดนแมงมุมกัด เขามีความสามารถพิเศษขึ้นมาแบบกะทันหัน ลุงเบ็นตายเพราะโจรที่ปีเตอร์ปล่อยไป ปีเตอร์ไล่ล่าโจรคนนั้นด้วยความสามารถพิเศษของเขา แล้วตอนนั้นเองที่ศัตรูตัวจริงของเขาปรากฏตัวขึ้นมา นั่นก็คือมนุษย์กิ้งก่า ซึ่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายพ่อของเกวน สเตซี่ซึ่งพยายามตามล่าเอาตัวสไปเดอร์แมนมาตลอดครึ่งเรื่องหลังเขาได้สู้กับมนุษย์กิ้งก่าจนเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิตเขาให้ปีเตอร์สัญญาว่าเขาจะกันให้เกวนออกห่างจากเรื่องพวกนี้ ปีเตอร์ก็ได้ให้สัญญาเอาไว้แต่จะทำมั้ย อีกเรื่องหนึ่ง

                ในภาคนี้เราจะยังได้เห็นว่าปีเตอร์ยังคงประฏิบัติภารกิจเป็นสไปเดอร์แมนคอยช่วยเหลือผู้คนอยู่อย่างเดิม แต่เขายังคงเห็นภาพของพ่อของเกว็นตามหลอกหลอน มันเลยทำให้เขาตัดสินใจบอกเลิกกับเกว็น  พอดิบพอดีกับการกลับมาของแฮร์รี่ ออสบอร์น(ดาเน่ เดฮาน) แฟนเก่า เอ๊ย เพื่อนเก่าของปีเตอร์ แฮร์รี่กลับมาเพื่อรับช่วงบริษัท OSCORP และสืบทอดโรคทางพันธุกรรมของตระกูลที่เป็นสาเหตุให้พ่อของเขาต้องเสียชีวิตลง แฮร์รี่เชื่อว่าเลือดของสไปเดอร์แมนจะช่วยเขาได้แต่เขาคิดผิด ในขณะเดียวกันศัตรูตัวร้ายตัวใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นนั่นก็คืออิเล็คโทร พนักงานบริษัท OSCORP ซึ่งประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตขั้นหนักจนเปลี่ยนแปลงเขาเป็นมนุษย์ไฟฟ้า นอกจากจะต้องรับมือกับอิเล็คโทรและการทำให้เพื่อนของเขาเข้าใจ เขาก็ยังต้องรับมือกับสภวะหัวใจที่ห้ามไม่เคยอยู่สักที พร้อมๆกับความลับบางอย่างที่ได้รับการเปิดเผย

                ความโดดเด่นของสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นของมาร์ค เว็บ คือเวอร์ชั่นนี้ได้ทำการเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของพ่อแม่ของปีเตอร์ พาร์คเกอร์มากขึ้น ทำให้เรารู้ว่าพ่อแม่ของเขามีเหตุผลอะไรบางอย่างพวกเขาถึงจำเป็นที่จะต้องทิ้งปีเตอร์เอาไว้กับป้าและลุงของเขาแทน ซึ่งความลับที่ว่าก็ได้รับการขยายให้มากขึ้น

                เส้นเรื่องของสไปเดอร์แมนภาคนี้ไม่ได้มีแค่เส้นหลักเพียงเส้นเดียว มันมีมากมายหลายเส้นซ้อนทับกันไปมาไม่ต่างอะไรกับใยแมงมุม ที่มีทั้งเส้นที่แข็งแรงและเส้นที่อ่อนแอ บางจุดก็พันกันจนยุ่งเหยิงแต่ก็โชคดีที่เส้นที่แข็งแรงที่สุดพยุงทุกอย่างเอาไว้ได้

                เส้นที่แข็งแรงที่สุดของสไปเดอร์แมนภายใต้การดูแลของมาร์ค เว็บคือเส้นโรแมนติก ซึ่งเป็นเส้นถนัดของเขาอยู่แล้วล่ะ ไม่เชื่อลองไปหา (500) Days Of Summer ของเขามาดูได้เลย แอนดรูว์กับเอ็มม่าเล่นเข้าขากันได้ดีแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ภาคนี้พูดได้เลยว่าเคมีของทั้งคู่มันดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก มุกกลับไปหาแฟนเก่า มุกง้อกันนี่ทั้งสองเล่นกันได้แบบเด็ดขาดน่ารักสุดๆ ทำให้คนไม่ค่อยชอบจะดูหนังรักอย่างผมยิ้มตามแบบไม่รู้ตัว ซึ่งผมเองยังแอบคิดเลยว่านี่น่าจะเป็นข้อดีแบบเด่นๆของภาคนี้เลยก็ว่าได้

                ในส่วนของฉากแอคชั่นก็ไม่ได้มีจัดหนัก จัดเต็มอะไรขนาดนั้นแต่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าฉากแอคชั่นภาคนี้ดูง่ายกว่าภาคที่แล้วเยอะ อาจจะเป็นเพราะในภาคนี้ได้อาศัยเอาเทคนิคสโลว์โมชั่นเข้ามาช่วยฉากแอคชั่นเลยดูง่ายขึ้น ไม่สับสน แต่การแทนสายตาบุคคลที่หนึ่งในภาคนี้กลับหายไป ซึ่งโดยส่วนตัวก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะค่อนข้างชอบการใช้ฉากสโลว์มากกว่า แค่มันจะไม่ค่อยสร้างอารมณ์ร่วมในฉากประเภทโหนตัวไปมาได้ดีเท่าภาคแรกเท่านั้นเอง

                การแสดงทุกคนเล่นได้ดีอยู่แล้ว ภาคนี้มีเบอร์ใหญ่ๆอย่างเจมี่ ฟ็อซมาร่วมแจมด้วย แต่น่าเสียดายที่หนังไม่ได้อำนวยให้เจมี่แสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ ตัวละครของเขาดูเป็นแค่คนโรคจิตที่คลั่งไคล้ดาราหรือศิลปินมากๆคนนึงเท่านั้น ถึงหนังจะแทรงปมความต้องการเป็นที่สนใจจากสังคม หนังก็ใส่มาแค่เบาๆ มีแค่ไม่กี่ฉากที่แสดงถึงจุดๆนั้น แล้วอยู่ๆเขาก็โกรธเกลียดสไปเดอร์แมนซะอย่างนั้น ส่วนดาเน่ เดฮานผู้มากับบทของแฮร์รี่ ออสบอร์นนี่ก็เล่นออกมาได้ดีอยู่แล้ว บทเด็กมีปัญหาเขาทำได้ดีตั้งแต่ Chronicle แล้ว อีกทั้งยังเล่นเข้าขากับแอนดรูว์ การ์ฟิลดิ์ยังกะผัวเมี… เอ๊ย ยังกะเป็นเพื่อนรักกันมานานแล้วจริงๆ

                ภาคนี้ดราม่าเยอะกว่าภาคแรกมาก ภาคแรกแค่ดราม่าลุงเบ็น ภาคนี้ดราม่าแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆยันเรื่องใหญ่ๆ ตัวละครทุกตัวมีปมอยู่ในตัว ปีเตอร์ที่ต้องช่วยเหลือคนทั่วๆไปและคนที่เขารักอีกทั้งยังมีความลับของการหายไปของพ่อแม่ของเขาที่เขาอยากจะรู้/แถมยังต้องรับมือกับศัตรูหลายใหม่อีก เกว็นที่ยังตัดใจไม่ได้ ป้าเมย์ที่เป็นห่วงหลาน แฮร์รี่ที่มีปัญหาเก็บกดจากการเลี้ยงดูและโรคที่กำลังกัดกินร่างกายของเขาที่ยังไม่พบทางแก้ แม็กหรืออิเล็คโทรที่มีความต้องการเป็นที่สนใจ โอ้โห เยอะแยะมากมาย พอสังเกตดีๆปมบางอย่างในตัวละครแต่ล่ะตัวนนั้น ต่างก็เป็นปัญหาที่วัยรุ่นแต่ละคนต้องเผชิญ แต่ปัญหาทุกอย่างก็ตู้มลงที่ปีเตอร์อยู่ดี ถึงนี่จะเป็นหนังฮีโร่แต่ก็อย่าลืมนะว่าปีเตอร์เองก็เป็นวับรุ่นคนหนึ่งเหมือนกัน

                ขึ้นชื่อว่าวัยรุ่นแล้วปัญหาชีวิตเยอะอยู่แล้ว แถมยังเป็นฮีโร่อีก คิดดูสิว่าปัญหาจะเยอะขนาดไหน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย ช่วงชีวิตคนเราตอนเป็นวัยรุ่นมักจะเจอกับเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ บางทีเราก็ได้รับ บางทีเราก็สูญเสีย เรื่องบางเรื่องต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน การบอกเลิกหรือการจากลาคือสิ่งที่แย่ที่สุดแล้วในช่วงชีวิตวัยรุ่น ผู้คนอาจจะมองว่าความรักช่วงวัยรุ่นมันเป็นสิ่งฉาบฉวยเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่าวัยรุ่นแล้ว ความรักเป็นเรื่องใหญ่มากๆสำหรับวัยรุ่นส่วนใหญ่ เพราะงั้นอาการผิดหวังหรือจากลากันมันทำให้เราต้องใช้เวลาทำใจและปรับตัวอยู่พักใหญ่ ซึ่งบางคนโชคดีหน่อยที่มีคนช่วยเหลืออยู่ข้างๆ ในกรณีของปีเตอร์นั้นโชคดีที่มีป้าเมย์คอยช่วยเหลือ เธอเผชิญหน้ากับการสูญเสียมาก่อน แน่นอนว่าการสุญเสียคนที่รักสุดหัวใจมันเป็นเรื่องที่ทำใจยาก แต่เวลาจะช่วยให้เราทำใจได้ สิ่งที่ป้าเมย์ได้บอกกับปีเตอร์เอาไว้ในตอนท้ายเรื่องคือ “เราก็ต้องปล่อยวางและยอมรับความเป็นจริง” ในขณะที่เธอเก็บของที่เป็นของสามีของเธอโดยเธอทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้ว่า “ยิ่งกล่องเบาขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งสบายขึ้นเท่านั้น” การจมอยู่กับอดีตที่ไม่หวนคืนมาของปีเตอร์มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในขณะเดียวไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ปีเตอร์ใด้รับรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง เขาเป็นความหวังของคนทั้งเมืองในนามของสไปเดอร์แมน

                เป็นวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีก็ล้ม บางทีก็ร้องไห้แต่สุดท้ายเราก็จะยืนขึ้นได้ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่หนังกำลังพยายามจะบอกเราเป็นนัยๆอยู่ก็ได้

                โดยภาพรวมๆผมชอบภาคนนี้มากเลยนะ เป็นหนังฮีโร่ที่ทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าหนังรักบางเรื่องเสียอีก อาจจะเพราะช่วงนั้นผมกำลังไปดูในช่วงชีวิตรักมันค่อนข้างแย่ด้วย 55555 ผมก็วัยรุ่นคนนึงนะ น้ำตาผมไหลหนักเลยตอนฉากที่ป้าเมย์สอนปีเตอร์ เหมือนเราได้รับคำสอนมาพร้อมๆกับปีเตอร์เลย ผมบอกไม่ได้นะว่าถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วคุณจะทำใจได้ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณรู้ว่าการเป็นวัยรุ่นมันเจ็บปวดแต่หากเรายังมีคนคอยอยู่เคียงข้าง มีเป้าหมายที่ทำบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความเจ็บปวดเหล่านั้นจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้อย่างแน่นอน

                นอกเรื่องมาไกล สรุปคือผมชอบสไปเดอร์แมนภาคนี้มากครับ ให้ 10/10 เลย

 

 

Now You See Me บอกเล่าเรื่องราวของนักมายากลทั้งได้แก่สี่คน แดเนียล (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) นักมายากลผู้มีความสามารถในการเล่นมายากลในระยะประชิด เมอร์ริท (วู้ดดี้ แฮร์เรนสัน) นักสะกดจิตฝีมือฉกาจ ผู้คอยไถตังค์คนอื่นด้วยการเปิดเผยความลับของผู้อื่น เฮนรี่ (อิสลา ฟิชเชอร์) นักมายากลสาวที่ผันตัวจากการเป็นผู้ช่วยนักมายากลมาเป็นนักมายากลเสียเอง ด้วยการโชว์มายากลเสี่ยงตาย และสุดท้าย แจ็ค (เดฟ ฟรังโก้) นักมายากลอ่อนหัดข้างถนน ที่ถนัดการฉกกระเป๋าตังค์ของผู้อื่นมากกว่าการแสดง ทั้งสี่คนได้รับการเชิญชวนจากบุคคลปริศนา ให้แสดงมายากลทั้ง 3 องก์ ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาทั้งสี่ไปตลอดกาล แต่การแสดงที่ว่าคือการก่อคดีอาชญากรรม ที่ทำให้ตำรวจ ดีแลน (มาร์ค รัฟฟาโล่)และตำรวจสากลชาวฝรั่งเศสอย่าง แอลม่า (เมลานี่ ลอร์ครอง) ต้องเข้ามาขัดขวางไม่ให้การแสดงของพวกเขาครบทั้งสามองก์ เกมส์แมวไล่จับหนูที่มีมายากลและภาพลวงตาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ การชิงไหวชิงพริบระหว่างนักมายากลและตำรวจจะจบลงอย่างน่าตื่นตะลึง

 Now You See Me เป็นหนังที่ค่อนข้างไฮคอนเซปต์พอสมควร แต่ความดีของหนังเรื่องนี้ต้องยกให้การที่หนังดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว ทำให้เวลาตลอดสองชั่วโมงไม่น่าเบื่อเลย แต่ก็ยังมีข้อเสียจุดใหญ่ที่ไม่น่าจะละเลยออกมาได้ขนาดนี้ นั่นคือตัวละคร

                ตัวละครในหนังเรื่องนี้ที่เด่นๆนั้น นอกจากนักมายากลทั้งสี่แล้วยังมีตำรวจอีกสอง และนักแสดงผู้ทรงอำนาจอีกถึงสองคนอยู่ในหนังเรื่องนี้  นั่นก็คือมอร์แกน ฟรีแมน ในบทอดีตนักมายากลที่ผันตัวมาเป็นผู้เปิดเผยเคล็ดลับมายากลของผู้อื่น ส่วนอีกคนคือไมเคิล เคนที่มารับบทเจ้าของบริษัทประกันภัยและผู้อุปถัมภ์ นักมายากลทั้งสี่ หนังมีตัวละครเด่นๆเยอะมาก แต่กลับใช้ได้ไม่ครบถ้วน ไม่สามารถดึงความสามารถของหนักแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่คุณมอร์แกนได้แสดงเกือบทั้งเรื่องและมีบทที่ต้องใช้อารมณ์ แต่กับลุงไมเคิลนั้นหนัง              ให้โอกาสแสดงพลังในการแสดงเขาไม่มากนัก

                บทหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยให้มิติกับตัวละครเท่าไรนัก คือถ้าถามว่ามันให้ข้อมูลที่คนดูควรรู้สำหรับตัวละครสักตัวครบมั้ย มันก็ครบ แต่เหมือนมันยังขาดๆเกินๆอยู่ เช่น หนังบอกเราว่าแดเนียลเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการและเคยมีอดีตกับเฮนรี่มาก่อน แต่ก็แค่นั้น ในขณะเดียวกันเจสซี่ก็แสดงบทบาทแดเนียลไว้คล้ายๆกับผลงานเรื่องก่อนๆของเขา เหมือนเรื่องนี้ดึงคาแรคเตอร์จากโคลัมบัสใน  Zombieland และบทมาร์คใน The Social Network มายำรวมๆกันแล้วก็ออกมาเป็นแดเนียล ทำให้เจสซี่ยังสามารถสลัดภาพเดิมๆของเขาออกไปได้

                แต่ถึงตัวบทหนังมันจะยังมีช่องโหว่อยู่เยอะ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงแล้วมันก็ใช้ได้เลยทีเดียว การแสดงมายากลสุดตระการตา การวางแผนที่ซับซ้อนและแยบยลภายใต้ภาพลวงตาที่ทำให้คนดูต้องตะลึง และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คืองานด้านภาพที่ดอลลี่กล้องเร็วมาก จนบางครั้งก็เร็วเกินไปจนโฟกัสกับภาพตรงหน้าไม่ทัน  ประเภทที่ว่ากำลังจะจับโฟกัสได้ภาพก็เปลี่ยนแล้ว แต่ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรมากก็คิดดูซะว่า มันเป็นมายากลของพวกนี้มันต้องรวดเร็วบ้างเป็นธรรมดา

                สรุปแล้ว Now You See Me นำเสนอความบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ไปไม่ค่อยจะรอดเพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่หนังก็พยายามจะทำให้คนดูตื่นตะลึงด้วยภาพลวงตาและการหักมุมแบบเหนือคาด ซึ่งผลที่ออกมาก็ค่อนข้างโอเคหากดูแบบไม่คิดอะไรมาก หนังเหมาะกับผู้ที่ต้องการเสพความบันเทิงอย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นนอนว่าไม่ทำให้คนดูผิดหวังแน่นอน